
Music Tutor (Sight Reading)
รีวิว 4.2หมวดหมู่ ดนตรียอดดาวน์โหลด500.00K
ภาพหน้าจอ








ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดบนGoogle Playดาวน์โหลดบนApp Storeดาวน์โหลดไฟล์ APKข้อดี
- แอพใช้งานง่ายและเข้าใจได้รวดเร็ว
- ฟีเจอร์หลากหลายสำหรับการฝึกอ่านโน้ตดนตรี
- รองรับทั้งการอ่านโน้ตเบสและเทรเบิลคลีฟ
- ให้เสียงตอบรับที่ชัดเจนและมีคุณภาพ
- สามารถปรับระดับความยากได้หลายระดับ
ข้อเสีย
- ไม่มีโหมดการเรียนแบบออฟไลน์
- อินเตอร์เฟซไม่ได้ออกแบบมาให้สวยงาม
- ไม่มีฟีเจอร์การรายงานผลการฝึก
- ไม่รองรับภาษาไทยทั้งหมด
- ต้องการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับบางฟีเจอร์
วิเคราะห์โดย Appcracy
เวลาฉันเลือกแอปฝึกดนตรี ฉันเริ่มจากถามตัวเองก่อนว่าต้องการฝึกอะไรจริง ๆ ถ้าปัญหาคือเห็นโน้ตบนบรรทัดแล้วต้องใช้เวลานึกว่าควรกดคีย์ไหน แอปฝึกอ่านโน้ตอย่าง Music Tutor (Sight Reading) ก็น่าสนใจกว่าแอปที่เน้นสอนทฤษฎีหรือฝึกเครื่องดนตรีทั้งชิ้น จุดสำคัญคือมันช่วยให้การมองโน้ตและระบุชื่อโน้ตกลายเป็นสิ่งที่คุ้นมือขึ้น แต่ไม่ได้แทนการเรียนดนตรีทุกด้าน
ฉันมองว่าเกณฑ์ตัดสินใจที่มีประโยชน์คือจะหยิบแอปขึ้นมาฝึกได้บ่อยแค่ไหน และแบบฝึกตรงกับสิ่งที่กำลังเรียนอยู่หรือไม่ การอ่านโน้ตเป็นทักษะที่ต้องเรียกใช้ซ้ำ ๆ จึงเหมาะกับช่วงฝึกสั้น ๆ ระหว่างวัน มากกว่าการเปิดแอปครั้งเดียวแล้วคาดหวังว่าจะอ่านคล่องทันที หากคุณกำลังเรียนเปียโนหรือเครื่องดนตรีที่ต้องอ่านโน้ตบนบรรทัด การฝึกทักษะนี้แยกต่างหากช่วยให้เวลาซ้อมเพลงจริงไม่ต้องหยุดคิดกับทุกตัวโน้ต
ในทางกลับกัน ถ้าต้องการเรียนจับคอร์ดจากเพลง ฟังแล้วเล่นตาม ฝึกจังหวะ หรือรับคำแนะนำเรื่องท่าทางการเล่น แอปประเภทนั้นน่าจะเหมาะกว่า การอ่านโน้ตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเป็นนักดนตรี ฉันจึงใช้ Music Tutor เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ครูส่วนตัวที่ทำได้ทุกอย่าง และไม่คาดหวังให้มันสอนการตีความเพลงหรือแก้ข้อผิดพลาดด้านเทคนิคแทนผู้สอน
เหมาะกับใคร และใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร
แอปนี้เหมาะเป็นพิเศษกับผู้เริ่มเรียนที่ยังสับสนตำแหน่งโน้ต นักเรียนที่อยากทบทวนก่อนเรียน และคนที่กลับมาเล่นดนตรีหลังเว้นไปนาน จุดแข็งของการฝึกแบบตอบโจทย์ทีละข้อคือช่วยให้เห็นทันทีว่าการระบุโน้ตยังช้าอยู่ตรงไหน โดยไม่ต้องเตรียมเพลงหรือเครื่องดนตรีทุกครั้ง ส่วนผู้ที่อ่านโน้ตคล่องอยู่แล้วอาจได้ประโยชน์น้อยลง เว้นแต่จะใช้เป็นการวอร์มอัปหรือทบทวนคลีเฟที่ไม่คุ้น
ลองนึกถึงวันที่มีเวลาว่างระหว่างรอรถหรือก่อนเริ่มซ้อม คุณเปิดแบบฝึกขึ้นมาทบทวนการอ่านโน้ตสักช่วงสั้น ๆ แล้วค่อยไปเล่นเพลงที่กำลังเรียน วิธีนี้ช่วยแยกปัญหา “อ่านไม่ทัน” ออกจากปัญหา “เล่นท่อนนี้ยังไม่คล่อง” ได้ดีขึ้น เพราะสองอย่างนี้มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน หากอ่านชื่อโน้ตได้เร็วขึ้น คุณก็มีโอกาสใช้เวลาซ้อมกับจังหวะและการเล่นจริงมากขึ้น แทนที่จะหยุดไล่ดูโน้ตทีละตัว
เคล็ดลับที่ฉันแนะนำคือฝึกในช่วงที่มีสมาธิและตั้งเป้าให้แคบ เช่น ทบทวนคลีเฟที่กำลังเรียนอยู่ก่อน แล้วค่อยสลับไปอีกคลีเฟภายหลัง การสลับไปมาทั้งที่พื้นฐานยังไม่แน่นอาจทำให้ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ก้าวหน้าเกิดขึ้นได้ ทั้งที่จริงแล้วกำลังสับสนระหว่างตำแหน่งที่ต่างกัน อีกอย่างคืออย่าดูแค่จำนวนคำตอบที่ถูก ให้สังเกตด้วยว่าต้องใช้เวลาคิดนานแค่ไหน เพราะเป้าหมายของการอ่านสายตาคือการจำแนกได้คล่อง ไม่ใช่เพียงตอบถูกเมื่อมีเวลามาก
เลือกแบบฝึกให้ตรงกับเครื่องดนตรีและเป้าหมาย
เมื่อฝึกอ่านโน้ต ให้เชื่อมสิ่งที่เห็นบนหน้าจอกับตำแหน่งบนเครื่องดนตรีที่คุณเล่นเสมอ ถ้าเรียนเปียโน ลองนึกถึงคีย์ที่ต้องกดก่อนตอบ แต่หลังจากเริ่มคุ้นแล้วพยายามไม่พึ่งการนับเส้นจากจุดเริ่มต้นทุกครั้ง การจำภาพรวมของตำแหน่งช่วยให้ตอบสนองได้เป็นธรรมชาติกว่า สำหรับผู้ที่เล่นเครื่องดนตรีซึ่งใช้คลีเฟต่างกัน การเลือกฝึกให้ตรงกับโน้ตที่พบในการเรียนจริงจะมีประโยชน์กว่าการฝึกทุกอย่างแบบไม่วางแผน
เรื่องที่น่าอ่านต่อ

Amazon Shopping: เมื่อความสะดวกทำให้ซื้อของง่ายเกินไป

รายชื่อติดต่อ: หัวใจของการสื่อสารในโลกดิจิทัล

ทำไม Pou ถึงครองใจผู้เล่นทั่วโลก

EasyShare: แอปแชร์ไฟล์ที่เร็วและง่ายที่สุดในตลาด

เกมเล่น 2 3 4 คนที่เปลี่ยนมือถือเครื่องเดียวให้กลายเป็นสนามแข่งสุดฮา

Petal แผนที่ – GPS และการนำทาง: ทำให้การเดินทางง่ายและรวดเร็ว
อีกวิธีที่ช่วยให้การฝึกต่อเนื่องคือจับคู่แอปกับบทเรียนจริง แทนที่จะฝึกแบบสุ่มโดยไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ตรงไหน ให้เลือกทบทวนสิ่งที่ครูเพิ่งสอนหรือโน้ตที่พบในเพลงที่กำลังซ้อม จากนั้นกลับไปลองอ่านในบริบทของเพลง วิธีนี้ทำให้เห็นข้อจำกัดของการฝึกแยกส่วนด้วย เพราะการตอบชื่อโน้ตได้ไม่ได้แปลว่าจะอ่านจังหวะหรือเล่นวลีดนตรีได้ครบถ้วน แต่เป็นพื้นฐานที่ลดภาระความคิดส่วนหนึ่งลง
จุดเด่นเมื่อเทียบกับวิธีฝึกแบบอื่น
เมื่อเทียบกับการใช้หนังสือแบบฝึก แอปมีข้อดีตรงหยิบขึ้นมาฝึกได้สะดวกและโต้ตอบได้ทันที หนังสือเหมาะกับคนที่อยากเขียนคำตอบ จดบันทึก หรือทำงานบนกระดาษ แต่การฝึกจากหน้าจอช่วยลดขั้นตอนเตรียมอุปกรณ์และเหมาะกับเวลาว่างสั้น ๆ ส่วนวิดีโอสอนทฤษฎีอธิบายแนวคิดได้ละเอียดกว่า ทว่าไม่จำเป็นต้องให้โอกาสผู้เรียนตอบโจทย์ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องในจังหวะของตัวเอง
ถ้าเทียบกับแอปที่เน้นเกมจังหวะหรือเล่นตามเพลง จุดต่างคือเป้าหมายของ Music Tutor อยู่ที่การรู้จำโน้ต ไม่ใช่ความสนุกจากการทำคะแนนตามจังหวะเพลง ฉันคิดว่านี่เป็นข้อดีสำหรับคนที่อยากแก้จุดอ่อนเฉพาะ แต่ก็อาจรู้สึกแห้งกว่าการเล่นเกมดนตรีที่มีเพลงคุ้นหู หากแรงจูงใจหลักของคุณคือความบันเทิงหรืออยากเรียนเพลงโปรดตั้งแต่ต้นจนจบ แอปแนวอื่นอาจทำให้กลับมาใช้งานได้ง่ายกว่า
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มฝึก
ตัวแอปช่วยฝึกการอ่าน แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับวิธีใช้ หากตอบโดยเดาจากตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ หรือรีบกดผ่านโดยไม่ได้คิดเชื่อมโยงกับโน้ตจริง ก็อาจทำคะแนนได้โดยไม่ได้สร้างความคุ้นเคยที่นำไปใช้กับเพลงได้ ฉันจึงแนะนำให้ตอบอย่างมีสติ และเมื่อผิดให้หยุดทบทวนว่าพลาดเพราะจำตำแหน่งไม่ได้ สับสนคลีเฟ หรือรีบเกินไป การรู้สาเหตุทำให้การฝึกครั้งถัดไปมีทิศทางกว่าแค่ทำโจทย์เพิ่ม
ข้อจำกัดอีกอย่างคือการฝึกอ่านโน้ตเพียงอย่างเดียวไม่ได้สอนทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการเล่นดนตรี คุณยังต้องฝึกจังหวะ การฟัง การควบคุมเครื่องดนตรี และการอ่านโน้ตในเพลงจริงด้วย ถ้าต้องการคำอธิบายว่าทำไมโน้ตตัวหนึ่งจึงอยู่ตำแหน่งนั้น หรืออยากได้ข้อเสนอแนะเฉพาะกับการเล่นของตัวเอง ครูหรือแหล่งเรียนที่อธิบายเป็นขั้นตอนจะตอบโจทย์กว่า แอปนี้เหมาะกับการฝึกซ้ำด้วยตัวเองมากกว่าการวินิจฉัยปัญหาการเล่นที่ซับซ้อน
สำหรับค่าใช้จ่าย แอปดาวน์โหลดได้ฟรี และมีการซื้อภายในแอปในราคา ฿77.00 ต่อรายการ ฉันมองว่าควรเริ่มจากลองใช้ส่วนที่เข้าถึงได้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าการฝึกตรงกับเป้าหมายของตัวเองหรือไม่ แทนที่จะซื้อเพราะคิดว่าการจ่ายเงินจะทำให้มีวินัยขึ้นโดยอัตโนมัติ ส่วนการเปลี่ยนจากวิธีฝึกเดิมก็ไม่จำเป็นต้องเลิกใช้หนังสือหรือบทเรียน ให้ใช้แอปเติมช่วงฝึกอ่านโน้ต แล้วคงวิธีเดิมไว้สำหรับทฤษฎี เพลง และทักษะที่แอปไม่ได้ฝึก
ฟีเจอร์เด่นที่ควรรู้
เมื่อพูดถึง Music Tutor (Sight Reading) ฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดคือการฝึกฝนการอ่านโน้ตดนตรีทั้งในแบบคลีเฟขอนและคลีเฟเบส แอปนี้ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกฝึกฝนได้ตามระดับความสามารถของตนเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ คุณสามารถปรับความยากง่ายของการฝึกฝนได้ตามต้องการ
การใช้งานที่ง่ายดาย
ตัวแอปมีอินเตอร์เฟซที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ใช้งานทุกวัย การตั้งค่าต่างๆ ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและไม่ซับซ้อน เมื่อเริ่มใช้แอป คุณจะพบว่าการฝึกฝนการอ่านโน้ตดนตรีไม่เคยน่าเบื่ออีกต่อไป
อย่างไรก็ดี ความเรียบง่ายจะมีค่าก็ต่อเมื่อคุณรู้ว่าจะฝึกอะไร ฉันแนะนำให้เริ่มจากคลีเฟที่ใช้ในบทเรียนหรือเพลงของตัวเอง แล้วค่อยเพิ่มความหลากหลายเมื่อเริ่มจำตำแหน่งได้ การฝึกทั้งคลีเฟขอนและคลีเฟเบสมีประโยชน์ แต่ไม่จำเป็นต้องแบ่งเวลาเท่ากัน หากเป้าหมายปัจจุบันเกี่ยวข้องกับคลีเฟเดียว การเน้นจุดนั้นก่อนช่วยให้การฝึกไม่กระจัดกระจาย
ประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
แอปนี้ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยในการติดตามความก้าวหน้าในการฝึกฝนของคุณ ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถเห็นพัฒนาการของตัวเองได้อย่างชัดเจน และยังมีการแจ้งเตือนเพื่อให้คุณไม่ลืมที่จะฝึกฝนทุกวัน การมีระบบนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
การติดตามความก้าวหน้ามีประโยชน์ที่สุดเมื่อใช้เพื่อสังเกตแนวโน้ม ไม่ใช่ตัดสินความสามารถจากวันใดวันหนึ่ง ถ้าวันหนึ่งตอบช้าหรือพลาดมากกว่าปกติ อาจเป็นเพราะเหนื่อยหรือไม่มีสมาธิ ไม่ได้แปลว่าทักษะถอยหลังเสมอไป ฉันจะใช้ข้อมูลความคืบหน้าเป็นแรงเตือนให้กลับมาฝึก แต่ยังตรวจสอบกับการอ่านโน้ตในเพลงจริงด้วย เพราะนั่นเป็นบริบทที่ทักษะนี้ต้องนำไปใช้
สำหรับผู้ปกครองหรือครูดนตรี แอปนี้อาจเป็นกิจกรรมสั้น ๆ ให้ผู้เรียนทำเองระหว่างบทเรียนได้ แต่ควรช่วยกำหนดเป้าหมายให้ชัด เช่น ฝึกคลีเฟที่กำลังเรียนหรือทบทวนโน้ตที่ยังลังเล แทนการให้เปิดแอปไว้โดยไม่มีจุดหมาย ส่วนผู้เรียนที่ชอบคำอธิบายละเอียดหรืออยากให้มีคนแก้ความเข้าใจผิดทันที ควรใช้ควบคู่กับการถามครู ไม่ควรปล่อยให้การตอบผิดซ้ำ ๆ กลายเป็นการจำวิธีเดาที่ไม่ถูกต้อง
ในด้านความเหมาะสม แอปจัดอยู่ในหมวดเกมดนตรี เหมาะกับการฝึกแบบมีปฏิสัมพันธ์มากกว่าการอ่านตำราเพียงอย่างเดียว โดย JSplash Apps เป็นผู้พัฒนา คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 จากประมาณ 3.3 พันการให้คะแนน และมีผู้รีวิวราว 47 คน ขณะเดียวกันยอดติดตั้งมากกว่า 500,000 ครั้ง ทำให้เห็นว่ามีผู้เรียนจำนวนไม่น้อยใช้เป็นเครื่องมือฝึก แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวในการเลือก เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือรูปแบบการฝึกตรงกับสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่
แอปเป็นแบบฟรี มีการซื้อภายในแอป และเหมาะสำหรับผู้ใช้ตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไป รุ่นปัจจุบันคือ 2.32.3 และรองรับระบบปฏิบัติการ Android 5.0 ขึ้นไป หากใช้เครื่องเก่าหรือมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ควรตรวจสอบความเข้ากันได้กับอุปกรณ์ก่อนติดตั้งตามปกติ ตัวเลขเวอร์ชันกับข้อกำหนดระบบเป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจเรื่องการติดตั้ง ไม่ได้บอกด้วยตัวเองว่าประสบการณ์ฝึกจะเหมาะกับทุกคน
ส่วนการเปลี่ยนจากแอปนี้ไปใช้แหล่งฝึกอื่นทำได้ไม่ยาก เพราะทักษะการอ่านโน้ตที่ได้ยังนำไปใช้กับหนังสือ บทเรียน และเพลงจริงได้อยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องผูกการฝึกทั้งหมดไว้กับเครื่องมือเดียว หากรู้สึกว่าแบบฝึกบนหน้าจอเริ่มซ้ำหรือไม่ครอบคลุมสิ่งที่กำลังเรียน ก็สลับไปอ่านจากโน้ตเพลงหรือให้ครูตั้งโจทย์เฉพาะได้ การใช้หลายวิธีร่วมกันมักสมเหตุสมผลกว่าคาดหวังให้แอปหนึ่งตัวตอบทุกความต้องการ
สุดท้ายแล้ว การมี Music Tutor (Sight Reading) ในมือถือของคุณเหมือนมีครูสอนดนตรีส่วนตัวที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ การใช้งานที่ง่ายดายและฟีเจอร์ที่ครบครันทำให้แอปนี้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่ต้องการพัฒนาทักษะการอ่านโน้ตดนตรีอย่างจริงจัง
ฉันเห็นด้วยกับการแนะนำแอปนี้ในฐานะเครื่องมือฝึกเสริม แต่จะไม่เรียกมันว่าครูสอนดนตรีส่วนตัวแบบเต็มรูปแบบ เพราะการอ่านโน้ตเป็นเพียงหนึ่งส่วนของการเรียน และการฝึกด้วยแอปไม่สามารถแทนคำแนะนำที่เข้าใจข้อผิดพลาดเฉพาะของผู้เล่นได้ จุดที่มันทำได้ดีคือช่วยให้เริ่มฝึกได้ง่ายและทำซ้ำได้ตามจังหวะของตัวเอง จึงเหมาะกับคนที่ต้องการสร้างความคุ้นเคยทีละน้อยมากกว่าคนที่ต้องการบทเรียนครบทุกด้าน
ด้วยความที่แอปนี้มีความสามารถที่หลากหลายและการออกแบบที่ใส่ใจในรายละเอียด จึงไม่น่าแปลกใจที่มันจะกลายเป็นแอปที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เรียนดนตรีทั่วโลก ถ้าคุณกำลังมองหาแอปที่ช่วยให้การฝึกฝนดนตรีของคุณสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น Music Tutor (Sight Reading) คือคำตอบที่คุณไม่ควรพลาด
คำแนะนำของฉันคือเลือกมันเมื่อเป้าหมายชัดเจนว่าอยากอ่านโน้ตให้คล่องขึ้น และพร้อมฝึกเป็นช่วงสั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ หากต้องการเรียนเพลงตั้งแต่พื้นฐานจนเล่นได้ ต้องการฝึกการฟังหรือจังหวะ หรืออยากได้ข้อเสนอแนะจากผู้สอนโดยตรง ให้เลือกแหล่งเรียนที่เน้นเรื่องเหล่านั้นแทน หรือใช้ควบคู่กันไป สำหรับคนที่อยากทบทวนคลีเฟขอนและคลีเฟเบสได้สะดวก แอปนี้เป็นจุดเริ่มที่เข้าถึงง่ายและมีประโยชน์เมื่อใช้ด้วยเป้าหมายที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Music Tutor (Sight Reading)
แอป Music Tutor (Sight Reading) เหมาะสำหรับใคร?
Music Tutor (Sight Reading) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกฝนทักษะการอ่านโน้ตดนตรีทั้งบนบรรทัด 5 เส้นและคีย์บอร์ด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนดนตรี นักดนตรีมืออาชีพ หรือผู้ที่มีความสนใจทั่วไป แอปนี้ช่วยให้คุณสามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านโน้ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แอป Music Tutor (Sight Reading) รองรับเครื่องดนตรีอะไรบ้าง?
Music Tutor (Sight Reading) สามารถใช้ได้กับเครื่องดนตรีหลากหลายประเภทที่ใช้โน้ตดนตรี เช่น เปียโน กีตาร์ ไวโอลิน และเครื่องดนตรีอื่น ๆ ที่ต้องการการอ่านโน้ต แอปนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับปรุงทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสำหรับเครื่องดนตรีที่พวกเขาสนใจได้
สามารถใช้งานแอป Music Tutor (Sight Reading) ได้ฟรีหรือไม่?
แอป Music Tutor (Sight Reading) มีเวอร์ชันฟรีที่ให้คุณลองใช้งานได้ แต่มีการซื้อภายในแอปสำหรับฟีเจอร์เพิ่มเติมหรือเวอร์ชันเต็มที่ไม่มีโฆษณา คุณสามารถเลือกใช้เวอร์ชันที่ตรงกับความต้องการของคุณได้
แอป Music Tutor (Sight Reading) มีฟีเจอร์อะไรบ้างที่ช่วยในการฝึกฝนทักษะการอ่านโน้ต?
แอปนี้มีฟีเจอร์หลายอย่างเช่น การทดสอบการอ่านโน้ตดนตรี การติดตามความก้าวหน้า และการปรับระดับความยากง่ายของการฝึกฝน นอกจากนี้ยังมีเกมและกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างทักษะการอ่านโน้ตให้มีความสนุกสนานมากขึ้น
การใช้แอป Music Tutor (Sight Reading) จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือไม่?
แอป Music Tutor (Sight Reading) สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การฝึกฝนและเล่นเกมสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา แต่การอัปเดตแอปหรือเข้าถึงเนื้อหาเพิ่มเติมอาจต้องการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต












